Jan 08, 2016 - 0 Comments - UX is -

UX design Trends 2016

user experience trends 2016

หลังจากอ่านเรื่อง The State of UX in 2016 ของ Fabricio Teixeira ที่ Medium.com ที่เขาเล่าเรื่องเว็บ uxdesign.cc คาดการณ์จาก 384 ลิ้งค์บทความที่ส่งถึงผู้อ่านตลอดทั้งปี พวกเขาเห็นความเป็นไปได้ของปี 2016 ในอะไรไหนบ้างเกี่ยวกับวงการ User Experience Design? ผมก็พบว่ามันน่าสนใจ

อ่านแล้วอดใจไม่ได้เลยอยากสรุปรวบยอดความคิดเป็นภาษาของตัวเองอีกที ดังนั้นถึงแม้เนื้อเรื่องจะตรงกันแต่แก่นความคิดที่สรุปอาจแตกต่างกันไปบ้าง แล้วแต่ผู้อ่านจะเลือกเชื่อผมไปเลยหรือไม่ก็ลองไปอ่านที่บทความดูอีกทีก็ได้นะครับเผื่อจะได้มุมมองที่เหมือนกับทางโน้นมากกว่า หรือแตกต่างกันออกไป และสามารถมาคุยกันได้ด้วย

มีอยู่หลายทิศทางทีเดียวที่น่าสนใจ เกี่ยวกับเทรนด์ในวงการ UX ในปีที่กำลังจะมาถึงนี้

1. คนเริ่มเข้าใจแล้วว่าปรับ UX ไม่ใช่ปรับ UI ให้สวยขึ้น

ไม่ใช่ว่าเราจะเลิกดีไซน์เว็บให้สวยกันแล้ว แต่เทรนด์อาชีพของคนทำ UX กับ UI จะมีแนวโน้มแยกกลายเป็นคนละคน หรือไม่ก็เป็นคนเดียวกันแต่ทำหน้าที่นี้ต่างเวลาต่างสถานที่กัน มีเหตุผลประกอบเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วโดยรวม ดังนี้

  • เทคโนโลยีทำให้การดีไซน์ Web Application แสดงหน้าตาเหมือน Mobile Application ได้แล้วทั้งในแง่ความสวยงาม (Flat Design มีส่วนมาก) ความนิ่งของดีไซน์ (Responsive มีส่วนมาก) และความเร็วในการแสดงผล (Node หรือ Server-side Ajax มีส่วนมากที่ทำให้มันเป็นไปได้)
  • เรามี Templates แจกฟรีและไลบรารีพร้อมใช้ที่มีลูกเล่นหลากหลายเพียงพอมากแล้วในปีที่ผ่านมา ปีนี้เป็นปีแห่งการใคร่ครวญและจับมาจัดวางให้ลงตัว คำถามในการดีไซน์ปีนี้จึงกำลังจะเปลี่ยนจาก “ตรงนี้ควรวางเครื่องมือ A หรือ B?” เป็น “ตรงนี้ควรใช้เครื่องมือ C ดีไซน์ไหนดี?”
  • ยุคของ Mobile App ที่ทำงานได้อย่างเดียวกำลังจะจบลง เพราะระบบแจ้งเตือน (Notification) ที่อิงอยู่กับตัวระบบหลักๆ เลยไม่ว่าจะเป็น Google Android (มี Now on Tap), Google Chrome (มี Notification นอกจอแอพได้แล้ว), iOS หรือแม้แต่ Facebook เองก็ทำได้สมบูรณ์แบบหมดแล้ว เราจะเห็นคนใช้หนึ่งแอพเพื่อข้อมูลหนึ่งชิ้นน้อยลง
  • ส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI หรือ User Interface) จะไม่ได้มีแค่ “หน้าจอ” แล้ว สั่งงานด้วยเสียงกำลังจะเป็นเทรนด์ สั่งงานด้วยภาษากายกำลังจะมา ปีนี้จะเป็นปีแห่งการพัฒนาการติดต่อกับผู้ใช้ด้วยวิธีกลุ่มนี้แทนเพราะแบบจอถึงจุดสูงสุดของมันอีกครั้งแล้ว
  • HUD (Head-up Display) มาแน่ๆ ปีหน้าน่าจะเป็นปีแห่ง J.A.R.V.I.S เพราะ Oculus Rift เวอร์ชั่นขายเปิดตัวแล้ว ส่วนรถหลายยี่ห้อก็เริ่มทำ HUD กันจริงจังบนกระจกหน้ารถแล้ว น่าสนุกจริงๆ

ดังนั้น ปีหน้าเราจะได้เห็น

  1. คนทำ UI จะวุ่นกับการคัดดีไซน์ที่ไม่เวิร์คทิ้งไป และเราจะเห็นเขาต้องรีบลองเล่น Interface ใหม่ๆ เข้ามาเสริมเพราะลูกค้าเริ่มอยากได้
  2. ขณะนั้นเองที่คนทำ UI ก็จะหวังให้มีอีกคนหนึ่งมาช่วยจัดแจงให้ว่าตอนจะไปพรีเซนต์นั้นเราน่าจะเอามุกใหม่ๆ อะไรไปเสนอลูกค้าดี และมันช่วยให้ดีเด่นขึ้นยังไง คนๆ นั้นอาจเป็น Marketer หรือไม่ก็อาจจะเป็น User Experience Designer

2. Prototypes! Prototypes! Prototypes!

ปีนี้จะเป็นปีแห่ง Lean UX, Design Sprint หรือ ฯลฯ สุดแท้แต่จะเรียกกัน และนั่นหมายความว่าทุกสิ้นสัปดาห์ ต้องมีอะไรกดๆ ขยับๆ ได้ไปให้เจ้านายหรือทีมดู ไม่งั้นจะดูเหมือนทำงานน้อย

นั่นเป็นเพราะ

  • 2015 เป็นปีที่ Prototyping Tools เกิดกระหน่ำ มีให้เล่นให้ลองตัวใหม่ได้แทบจะทุกเดือน
  • และมีสัญญาณที่สำคัญมากคือการมาถึงของ Prototyping Tool ของอะโดบี รุ่นใหญ่แห่งวงการดีไซน์ที่เอา Adobe Comet ออกมา แสดงตนชัดเจนว่าตลาดนี้ทิศทางดี และมีดีมานด์อยู่จริงๆ

ดังนั้นปีนี้จึงน่าจะเกิด 3 อย่างคือ

  1. จะเป็นปีที่คนทำงาน UI กับหน้าจอทุกคนอย่างน้อยควรทำ Prototype บน Prototyping Tool ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งเป็น
  2. และที่น่ากลัวคือ Prototyping Tools ที่เมื่อกี้ว่ามีอยู่เยอะๆ นั้น บางตัวจะหยุดพัฒนาหรือหดหายไป นั่นแปลว่าถ้าเลือกตัวเดียวแล้วเลือกผิดตัว โอกาสช้ำใจสูงมาก แนะนำให้ดูตัวที่ Community ฝรั่งเยอะ… ย้ำว่าฝรั่งนะครับ (อันนี้ผมคิดเอง เพราะฝรั่งน้อยทีไรสุดท้ายไปทุกที ha-ha)
  3. เมื่อการทำ Prototype นั้นง่ายขึ้นมากเพราะเครื่องมือพวกนี้แล้ว ทีมจะเริ่มมีเวลาคิดมากขึ้น บทบาทของการคิดในมุมประสบการณ์ผู้ใช้งานจะเริ่มถูกเอามาถกกันมากขึ้นในวงทีมดีไซน์ ไม่ว่าเราจะมี UX’ers อยู่ในทีมหรือไม่ก็ตาม

3. Contextual Button เหล้าเก่าในขวดใหม่

หลังจากเรากด Play ปุ่มตรงนั้นจะกลายเป็นปุ่ม Pause นี่คือตัวอย่างสากลที่สุดของ Contextual Button หรือ ปุ่มตามบริบท (งงกว่าเดิมมั้ย??!?!) ส่วนสาเหตุที่จะทำให้สิ่งนี้กลับมามีบทบาทมากเหมือน “เมนูเม้าส์คลิกขวา” สมัยก่อนนั่นก็เป็นเพราะว่า

  • หน้าจอส่วนใหญ่ที่คนจะใช้งานในปีนี้ ถึงจะเป็นมือถือหน้าจอใหญ่ แต่ใหญ่แค่ไหนก็ไม่สามารถแสดงข้อมูลจำนวนมากได้ง่ายๆ

ดังนั้นในปีที่จะมาถึงนี้

  1. การเลือกข้อมูลมาขึ้นจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นอย่างยิ่งยวด งานด้าน Information Architecture จะถูกรื้อมาใช้กันใหม่ เพื่อมาเป็นตัวช่วยตัดสินใจว่าจะแสดงอะไรก่อน อะไรหลัง อะไรเป็นตัวเลข อะไรเป็นไอค่อน อะไรเป็นตัวหนังสือ — ความพอดีคือจุดแบ่งที่สำคัญมาก ซึ่งอาจพบได้จากการทำ Usability Test หรือ Assessment Test
  2. นักออกแบบ UI ต้องพากันคำนึงว่าจะต้องระวัง ไม่สร้างสภาวะที่ “ทุกอย่างในจอสำคัญไปหมด” ขึ้นมา
  3. เมนูนำทาง (Navigation) ปีนี้จะมีการทดลองครั้งใหญ่ และผมเชื่อว่าบทบาทของมันจะ Lean มากขึ้น ไม่อ้วนเผละเพราะบริโภคจังก์ฟู้ดอย่าง Hamburger Menu มากเกินไปเหมือนทุกวันนี้
  4. คำสั่งโผล่ตอนที่ต้องการได้ถูกที่ถูกเวลา เช่น หลังได้รับของค่อยมีเมลมาให้เรทคนมาส่งของว่าบริการได้ดีหรือไม่ จะเป็นเทรนด์ที่พบเห็นได้มากขึ้น และสร้างสรรค์ได้น่ารักน่าสนใจมากขึ้น — งานศึกษา Users Journey ล้วนๆ ครับ ใครแม่นกว่า ใครอ่าน Analytics ด้านพฤติกรรมได้ละเอียดกว่า จะมีงานสนุกๆ ให้ทำเพิ่มขึ้น
  5. ถ้าใครเป็นคนวาง sitemap ปีนี้เป็นต้นไปเราจะเห็นไซต์แมพในทรงสูงมากกว่าทรงกว้าง คือจะเป็นหน้าวิธีทำเรียงลึกลงไปทีละขั้นตอนๆ แทนการทำอะไรให้เสร็จในหน้าเดียว

4. UX จะกลายเป็นเรื่อง Know-how ของแต่ละบริษัท

มีคนจำนวนมากอยากเอาคำว่า UX ไปติดหน้าอกของตัวเองเพียงเพราะเชื่อว่ามันเป็นอาชีพที่น่าทำ แต่ผมอยากจะเสนออีกแนวคิดหนึ่งว่าถ้าจริงๆ แล้ว UX คือเรื่องของจิตวิทยาเฉพาะลูกค้าของเราเท่านั้น การติดชื่อว่าเป็น UX Designer โดยไม่มีสังกัดหรือบริษัทอยู่หรือทำงานให้นั้นแทบไม่ได้บ่งบอกว่าเรารู้อะไรเลย

ยิ่งแต่ละปีผ่านไปเรายิ่งมีอุปกรณ์ที่ทำให้แต่ละบริษัทเห็นพฤติกรรมของลูกค้าตัวเองได้ง่ายขึ้นเต็มไปหมดเลย การทดสอบ A/B Testing บนโลกออนไลน์ก็แทบไม่เหลือคำว่ายากให้ไปขู่ลูกค้าแล้ว และที่สำคัญ คอร์สสอน Lean UX เดี๋ยวนี้นี่มีเยอะพอๆ กับติวเตอร์สอบแกตแพต… เหลืออะไรให้เราคุยว่าเราเป็น UX Designer มือปืนรับจ้างได้อีก? แทบไม่มีครับถ้าทุกคนรู้ว่าเขาจะเติมตัวเองให้เต็มได้อย่างไร

แต่ User Experience Development จะกลายเป็นเรื่องที่ต้องระดมคนจากทุกแผนกมาเปิดห้องประชุมคุยกัน แต่ไม่ได้มารายงานตัวเลขการเงิน มารายงานว่าแผนกนั้นแผนกนี้ “Users เกิดปัญหาเรื่องอะไรบ้าง” แล้วเราจะมาหาทางแก้มันให้ดีขึ้นได้อย่างไร — อันนี้ Service Design ดีๆ นี่เอง

ดังนั้นพ่อหมอขอทำนายว่า

  1. UX Designer ต้นปีจะถูกรับเข้าทำงาน และพอรับเข้าไปคนหนึ่งและทำเป็น แล้วบริษัทนั้นรู้วิธีทำ Lean/Agile UX และจัดชั่วโมงทำได้ เขาอาจไม่ต้องใช้ UX Designer คนถัดไปแล้ว
  2. แต่ถ้าตรงกันข้าม บริษัทรวมทีมไม่ติด เขามีแนวโน้มจะจ้าง UX’ers สาย consult แทนเพื่อมารวมทีมให้ ส่วนรับประจำ? เขาจะไม่แน่ใจอยู่ดีเพราะยังไม่รู้ว่าคนพวกนี้จ้างมาช่วยอะไร (ha-ha)
  3. ปีนี้ UX’ers จำนวนมากในเมืองนอกจะเปลี่ยนไปเป็นสายอาชีพใหม่ในองค์กรได้ส่วนหนึ่ง เพราะงานพัฒนาอะไรสักอย่างให้สอดคล้องไปกับประสบการณ์ผู้ใช้นั้นจริงๆ แล้วแทรกซึมได้อยู่ในทุกเนื้องาน ปีนี้เราจะเจอชื่ออาชีพใหม่ๆ อย่างเช่น
    • Content Strategists ที่เป็นคนออกแบบและวางหมากแต่ละเนื้อหาที่จะนำไปยิงในสื่อโซเชียลให้แยบยล งดงาม และเกิดเป็นคาแรคเตอร์สินค้าหรือแบรนด์ในระยะยาว
    • UX Researchers จะยังอยู่แต่จะแสดงตัวตนชัดเจนขึ้น เป็น Outsourcing หรือประจำบริษัทได้ เพราะงานพบปะสัมภาษณ์ผู้ใช้นั้นเป็นงานเดียวในสาย UX ที่ผมเชื่อว่าไม่มีอาชีพไหนมาทำแทนได้ดีเท่า
    • และ Product Usability Designers หรือ Interaction Designers ที่จะลดสเกลตัวเองลงมาเหลือแค่การพัฒนาฟังก์ชั่นเฉพาะงานในขอบเขตของตัวเอง ฯลฯ

5. เป็น Startups เขียนบล็อกสร้างแบรนด์ เป็นภาคบังคับละ

อันนี้ตลกดีเพราะไม่รู้ทำไมทุกคนถึงทำตัวเหมือนๆ กัน ปีที่แล้วเป็นปีที่

  • หน้าบล็อกของ Startups ทำหน้าที่อยู่สองแบบ แบบที่หนึ่งคือมันจะถูกแชร์ในวันที่บริษัทปิดตัวลง มักเต็มไปด้วยคำร่ำลาซึ้งๆ หรือบ๊ายบายประมาณว่าถูกซื้อไปแล้ว แงๆ เดี๋ยวเจอกันใหม่ อีกแบบคือพูดถึงความสำเร็จของตัวเอง… แบบหลังนี่ทั้งไทยทั้งเทศเลยครับอย่างน้อยต้องมีไว้สักหน้า หลายๆ ที่นิยมใช้ Medium.com เขียนกัน คงสะดวกดีและเจอฝรั่ง (VC) ได้ง่าย คิดว่าอย่างนั้น
  • และปีที่แล้วเป็นปีที่บทความใน Medium.com ถูกลอกแก้แปะปะกันมากเป็นประวัติการณ์ — ชัดเจนมาก ว่ามีเดียมกำลังกลายเป็นสนามทดลองด้านคอนเทนต์แห่งใหม่ ตั้งแต่หมวกขาวจริยธรรมดี ไปจนถึงหมวกดำทำคลิกเบท (clickbait) สนุกจริงๆ
  • และผมแอบเชื่อว่าการที่ Twitter กำลังจะขยายเป็น 10,000 ตัวอักษรนั้นมีนัยสำคัญบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับมีเดียม เจ้าของเขาเป็น Co-founder กัน #เดามั่วไม่เดาละ
  • คีย์เวิร์ดคำว่า User Experience เป็นคำหนึ่งที่ใส่ไว้ในบทความไหน ก็เพิ่มพลังน่าศรัทธาให้กับสตาร์ทอัพสรายไหนรายนั้นได้

ดังนั้นผมคิดว่าปีนี้

  1. ยิ่งเราอ่านบทความที่มีแท็กคำว่า UX มากไปเท่าไร เราก็จะยิ่งไม่รู้อะไรเลย เพราะมันจะซ้ำๆ กัน สู้การอ่าน textbook การไป workshop ไม่ก็ลองทำหรือลองหางานจริงๆ แต่สเกลเล็กๆ ทำดูอาจจะได้ความรู้ดีกว่าครับ
  2. การอ่าน infographic และสถิติของแต่ละอุตสาหกรรม ในมุมที่เกี่ยวกับพฤติกรรมลูกค้าของเขาต่างหากที่จะทำให้เราเรียนรู้เรื่อง UX ได้ดีและสนุกสนานกว่าเยอะเลย
  3. และเชื่อว่าปีนี้บล็อก UX ต่างๆ จะพูดถึง Use Cases กับพฤติกรรมของคนมากขึ้น มากกว่าการถกว่าอะไรควรอยู่ซ้ายหรืออยู่ขวาเหมือนปีที่ผ่านมา

6. Content Strategy สนามใหม่ของ UX

ถ้าสายวิทย์ฯ มี Data Scientists เป็นอาชีพที่เซ็กซี่ที่สุดของตอนนี้ ฝั่งสายศิลป์-จิตวิทยาอย่างเราก็จะมี Content Strategist เป็นพระเอกประมาณกัน

ใครเรียงข้อมูลได้อ่านง่าย, make sense (อ่านรู้เรื่อง) กว่ากัน กำลังจะกลับมามีงานทำอีกครั้งหนึ่ง เราคิดว่าปีนี้จะเป็นปีของ Information Architectures

บทความของคุณ Fabricio Teixeira ที่อ่านอยู่อันนี้แหละครับให้เหตุผลไว้น่าฟัง ซึ่งตอนแรกผมคิดไม่ถึงนะ เขาบอกว่าลองคิดดูว่าถ้าสินค้าแค่ตัวเดียวของหนึ่งแบรนด์มีทั้งหน้าเว็บ ไมโครไซต์ หน้าโมบายล์บนมือถือ หน้าเฟซบุ๊คเพจ บล็อก และหน้า ฯลฯ ของมันเองอย่างละหนึ่งหน้า แล้วมีการอัพเดทเล็กๆ น้อยๆ ทุกวัน การทำให้เนื้อหาทั้งหมดสอดคล้องกันแทบเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีคนวางแผนไว้ดีๆ ตั้งแต่จะยิงออกตัวไหน ยาวแค่ไหน ยิงเมื่อไร ฯลฯ

ตำแหน่งเจ้าหน้าที่กลยุทธ์บทความชำนาญการ (อี๋) หรือ Content Strategist นั้นผมว่ากลายพันธุ์มาจากก๊อปปี้ไรเตอร์ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งที่รวมร่างเข้ากับ Social Media Specialist (ใช้โซเชียลเป็น) ไปรวมร่างกับมีเดียแพลนเนอร์ แล้วตบท้ายด้วยความรู้ UX เข้าไปอีก ปีนี้น่าจะเป็นปีทองของอาชีพนี้ หรือไม่ก็จะกลายเป็นชื่อ Career Path คลาสทูของ Social Media Specialists ไปหากพัฒนาได้ถึงขั้น ก็ขอให้โชคดีเลือกใช้ชื่อตำแหน่งกันตามความสามารถที่มีนะครับ


อีกสองข้อเรื่อง Smart Watch กับ Slack ตามบทความนั้นผมขอไม่กล่าวถึงเพราะค่อนข้างไกลจากเรื่องภาพรวมของ UX ไปแล้ว แต่ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจดีว่าสองหัวข้อนี้มีจุดขายที่ดีและต้องแก้ไขกันไปอย่างไรบ้าง ส่วนบทสรุปในข้อ 9. นั้นน่าสนใจพอผมคิดถึงปัญหาของงานดีไซน์ในเมืองไทย


 

9. ในไทย ดีไซน์ทำไมและเพื่อใคร ยังจะเป็นปัญหาเดิมๆ

“ทำเว็บใหม่ตามเทรนด์และเทคโนโลยีแล้ว แต่ยอดขายและทุกๆ อย่างก็ไม่ต่างกันมากนัก”

แม้เรามีเทคนิคในการทำเว็บได้เต็มไปหมด แต่เป็นไปได้มากว่าสุดท้ายฝั่ง Business จะยังคงได้ข้อสรุปคล้ายๆ อย่างนี้ นั่นเพราะเราจะไม่มีวันแก้ปัญหาได้ถ้ายังคงไม่รู้ว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง ตกลงเรามีปัญหาที่ Infrastructure ที่ UI หรือว่าที่ UX?

ถ้าการทำ Prototyping สมัยนี้ไม่ยากแล้ว ปีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของแต่ละบริษัทที่จะจัดตั้ง Design Sprint ขึ้นในองค์กร สร้าง ดัด แปลง และทดสอบทุกทฤษฎีที่เราคิดว่าเป็นปัญหาแล้วปรับใช้เฉพาะที่ใช่คือสิ่งที่เราควรเลือกทำ

นั่นหมายถึงการปรับแต่งดีไซน์รายตำแหน่งต่อสัปดาห์ ไม่ใช่งานดีไซน์ภาพรวมระดับ 3 เดือนอีกต่อไปแล้ว และทฤษฎีที่ตั้งขึ้นมารองรับก็ไม่ควรเกิดจากการคาดคะเนหรือที่ผู้บริหารถูกใจ พวกเราต้องมาเริ่มนั่งดูข้อมูล Analytics ที่เก็บมากันให้เป็น หรือไม่ก็ฟังจากเสียงลูกค้าหรือจากหลายๆ ทีมที่รับฟีดแบ็คจากลูกค้า แล้วจึงมาประมวลหาวิธีที่น่าจะดีกว่าที่เราเคยทำ — Co-creation จะเป็นคำตอบของปีนี้ครับ

พอกลับมาคิดถึงมุมนี้ก็เลยคิดว่าที่ฝรั่งเรียกกันว่า UX Design นั้นก็น่าจะมีส่วนถูก คนไทยเราอาจต้องเปลี่ยนคำแปลของ Designers ตามพจนานุกรมที่เราแปลว่า นักออกแบบ เป็นคำว่า นักปรับแต่งแทน ก็จะเห็นภาพตรงกัน เพราะคำว่า Design นั้นหมายถึงการแก้ปัญหาสิ่งที่ยังไม่ดีให้ดีขึ้น ไม่ได้หมายถึงการทำงานให้สวยเพียงอย่างเดียว

การเป็น Designers เราจึงควรถูกเรียกว่าเป็นนักแก้ปัญหา แต่หากเรามีความเข้าใจผิดมาตลอดก็ไม่น่าแปลกใจที่เราจะทุ่มเวลาส่วนใหญ่ให้กับการ “ทำให้สวย” แล้วเรียกมันว่าเรากำลังดีไซน์เว็บอยู่ แล้วก็ทำฟีเจอร์หรือเปลี่ยนเลย์เอาท์เต็มไปหมดเลยเพื่อตอบสนองแค่ประสบการณ์ที่ดีของเราที่นั่งประชุมกันเองอยู่เหมือนเดิมแต่ไม่เคยได้ตอบสนองประสบการณ์ของคนที่จะเป็นลูกค้าของเราจริงๆ เลย

ชัดเจนว่าความต้องการแก้ Design ของเรานั้น ต้องทำเพื่อคนที่จะมาใช้ไม่ใช่เพื่อตัวเรา

May the Consumers be with you.
ขอผู้บริโภคจงอยู่กับท่าน :P